บทที่ 2 ออกจากคุก
สามปีต่อมา...
ประตูเหล็กบานมหึมาของเรือนจำค่อยๆ เลื่อนเปิดออกพร้อมเสียงโลหะเสียดสีที่บาดหู 'อรวรรณ' ก้าวเท้าออกมาสู่โลกภายนอกอย่างเชื่องช้า
ระยะเวลาสามปีหลังกำแพงสูง ทำให้เรือนร่างที่เคยบอบบางอยู่แล้ว บัดนี้กลับดูผอมแห้งจนน่าใจหาย ชุดกระโปรงตัวเดิมที่เธอสวมใส่ในวันที่ก้าวเข้าสู่ตาราง บัดนี้สีซีดจางและหลวมโครกจนแทบจะหลุดจากร่าง
ภายใต้แสงแดดอันร้อนแรงของเมืองไทย ใบหน้าเล็กเท่าฝ่ามือนั้นแทบไม่มีเนื้อหนัง หลงเหลือเพียงดวงตากลมโตที่ดูโดดเด่นเกินจริง ทว่าแววตานั้นกลับว่างเปล่าไร้ซึ่งชีวิตชีวา
"นช.หญิง 037 นี่สัมภาระของเธอ"
เสียงของผู้คุมดังขึ้นจากด้านหลัง อรวรรณหันกลับไปรับ แต่ทว่ามือที่ยื่นออกไปกลับคว้าได้เพียงอากาศ
ถุงผ้าเก่าๆ ถูกโยนลงบนพื้นฝุ่น สายตาของผู้คุมที่มองมานั้นเต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์
"ออกไปแล้วก็ทำตัวให้มันดีๆ ล่ะ อย่าลืมว่าเธอไม่ใช่ 'คุณหนูตระกูลศิริบูรณ์' ผู้สูงส่งเหมือนเมื่อก่อนแล้ว"
อรวรรณทำราวกับไม่ได้ยินคำค่อนขอดนั้น เธอเพียงย่อตัวลงเก็บของอย่างสงบ
จังหวะที่ลุกขึ้น ความมืดวูบหนึ่งเข้าครอบงำดวงตา ร่างกายซูบผอมเซถลาเล็กน้อย คอเสื้อที่กว้างเกินตัวเผยให้เห็นไหปลาร้าที่ปูดโปนและร่องรอยฟกช้ำดำเขียว ทั้งแผลเก่าและแผลใหม่ผสมปนเปกัน
ตลอดสามปีที่ผ่านมา ไม่มีวันไหนเลยที่เธอมีความสุข
แม้กระทั่งวันที่จะได้รับอิสรภาพในวันนี้ ขาใหญ่ในคุกพวกนั้นก็ยังไม่ยอมปล่อยเธอไป ยิ่งรู้ว่าเธอได้รับลดหย่อนโทษเพราะความประพฤติดี พวกมันยิ่งไม่พอใจและลงมือหนักกว่าทุกครั้ง
อรวรรณนั่งยองๆ อยู่ครู่ใหญ่กว่าจะตั้งสติได้
ในถุงผ้ามีเพียงความว่างเปล่า ยกเว้นบัตรประชาชนเพียงใบเดียว
เธอเก็บมันเข้าที่ ก่อนจะโยนถุงผ้าใบนั้นลงถังขยะเทศบาล แล้วเดินไปรอรถที่ริมถนน
เรือนจำตั้งอยู่ในเขตชานเมืองที่ห่างไกล นานทีปีหนจะมีรถผ่านมาสักคัน ไม่รู้ว่าเวลายาวนานผ่านไปเท่าไร กว่าเธอจะโบกเรียกแท็กซี่ได้
"ไปหมู่บ้านศฤงค์ธานีค่ะ"
นั่นคือประโยคแรกที่อรวรรณเอ่ยปากหลังจากได้รับอิสรภาพ น้ำเสียงของเธอแหบพร่าและสั่นเครือ
เธอต้องการกลับบ้าน... กลับไปดูให้เห็นกับตา
คนขับค่อยๆ ออกรถ พลางเหลือบมองเธอผ่านกระจกมองหลัง
"มาเยี่ยมญาติเวลานี้เหรอครับ?"
อรวรรณตอบกลับเรียบๆ เพื่อแก้ไขความเข้าใจผิด "เพิ่งพ้นโทษค่ะ"
ภายในรถตกอยู่ในความเงียบงันทันที
อรวรรณกระตุกยิ้มมุมปากอย่างขมขื่น เหม่อมองทิวทัศน์นอกหน้าต่างที่เคลื่อนผ่านไป ถูกจองจำอยู่ในกรงขังถึงสามปี โลกภายนอกช่างดูแปลกตา ต้นไม้ใบหญ้าข้างทางดูเหมือนคนแปลกหน้าที่เธอไม่คุ้นเคย
รถแท็กซี่ชะลอความเร็วและจอดลงที่หน้าคฤหาสน์หลังหนึ่งในโครงการวรวีย์
เมื่อมองเห็นถนนหนทางที่คุ้นเคยแต่กลับให้ความรู้สึกห่างเหิน ความกังวลใจบางอย่างก็เริ่มก่อตัวขึ้นในอก
"รบกวนรอสักครู่นะคะ ฉัน..."
มือผอมแห้งกำลังจะเอื้อมไปเปิดประตูรถ แต่สายตากลับปะทะเข้ากับภาพเบื้องหน้า ประตูรั้วอัลลอยด์ของคฤหาสน์ค่อยๆ เลื่อนเปิดออก
ผู้หญิงแปลกหน้าคนหนึ่งจูงมือเด็กน้อยเดินออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะหันกลับไปล็อคประตูรั้วอย่างแน่นหนา
คำพูดของอรวรรณจุกอยู่ที่ลำคอ
คฤหาสน์หลังนั้น... เดิมทีคือบ้านของเธอ แต่ตอนนี้...
เมื่อเห็นหญิงคนนั้นกำลังจะเดินผ่านไป อรวรรณรีบลงจากรถไปขวางหน้าไว้ทันที
"ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าคุณซื้อบ้านหลังนี้ต่อมาเหรอคะ? แล้วคนที่เคยอยู่ที่นี่..."
การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของเธอทำให้เด็กน้อยตกใจจนร้องไห้จ้า ผู้หญิงคนนั้นตวาดสายตามองเธอด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะจูงลูกเดินเลี่ยงหนีไปโดยไม่ตอบคำถาม
เหลือเพียงอรวรรณที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ริมฟุตบาท มองดูแผ่นหลังของพวกเขาเดินจากไป
"คุณคือลูกสาวตระกูลศิริบูรณ์ที่ติดคุกคนนั้นใช่ไหม?"
เสียงคนขับแท็กซี่ดังขึ้นพร้อมเสียงบีบแตรเรียก
อรวรรณหันกลับมา เม้มริมฝีปากแน่น
"ขอโทษด้วยค่ะ ฉันคงไม่มีเงินจ่ายค่ารถให้คุณตอนนี้ รบกวนขอเบอร์ติดต่อไว้ได้ไหมคะ ถ้าฉันหาเงินได้เมื่อไหร่ จะรีบโอนคืนให้ทันที"
ทว่าคนขับกลับหยิบธนบัตรใบละหนึ่งพันบาทออกมา แล้วยื่นส่งให้ผ่านกระจกรถ
"รับไปเถอะครับ ลูกสาวผมเคยป่วยหนัก รอดตายมาได้ก็เพราะมูลนิธิของตระกูลศิริบูรณ์ช่วยไว้ ผมคงช่วยคุณได้ไม่มาก มีติดตัวแค่นี้แหละครับ"
เงินหนึ่งพันบาท... หากเป็นเมื่อก่อน อรวรรณคงรู้สึกละอายใจที่ต้องรับไว้ แต่ในเวลานี้ ศักดิ์ศรีมันกินไม่ได้
"ขอบคุณค่ะ"
อรวรรณยกมือไหว้และรับเงินมา ก่อนจะก้มศีรษะลงต่ำเพื่อแสดงความขอบคุณจากใจจริง
จนกระทั่งแท็กซี่ขับลับสายตาไป เธอจึงค่อยๆ ยืดตัวขึ้น มองไปยังทิศทางที่เคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรตระกูลศิริบูรณ์ ขอบตาร้อนผ่าวและแดงก่ำ
ช่วงแรกที่เข้าคุก พ่อแม่และพี่ชายยังมาเยี่ยมเธอสม่ำเสมอ บอกว่าจะหาทางช่วยเธอให้พ้นผิด เธอหลงคิดไปว่า 'ภาณุ' คงเปลี่ยนใจและยอมปล่อยตระกูลศิริบูรณ์ไป เธอถึงขั้นแอบดีใจอยู่ลึกๆ
แต่ไม่นานหลังจากนั้น ข่าวคราวของครอบครัวก็เงียบหายไปอย่างสิ้นเชิง
จนกระทั่งวันนั้น... วันที่เธอถูกลงโทษให้นั่งกินข้าวเย็นชืดตรงมุมห้องขังเพราะไปสู้กลับตอนโดนรุมทำร้าย ท่ามกลางสายตาดูถูกเหยียดหยามของผู้ต้องขังคนอื่น สิ่งเดียวที่ดึงดูดความสนใจของเธอได้คือข่าวบนหน้าจอทีวีในโรงอาหาร
ตระกูลศิริบูรณ์ล้มละลายและถูกดำเนินคดีฉ้อโกง โดยมีภาณุเป็นผู้ตัดสินคดีด้วยตัวเอง พ่อของเธอถูกตัดสินจำคุกเจ็ดปี
หน้าจอตัดภาพไปที่ข่าวถัดไป... เป็นภาพงานหมั้นระหว่างภาณุกับ 'พลอยไพลิน'
"พลอยกับพี่ภาณุเราโตมาด้วยกันค่ะ เขาไม่รังเกียจอดีตของพลอยและยินดีที่จะดูแลพลอย พลอยต้องขอบคุณพี่เขาจริงๆ ค่ะ"
บนหน้าจอ พลอยไพลินควงแขนภาณุด้วยรอยยิ้มหวานหยาดเยิ้ม
โรงอาหารเกิดเสียงฮือฮา ผู้คนต่างพากันสรรเสริญภาณุว่าเป็นคนตงฉิน และชื่นชมว่าทั้งคู่ช่างเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก
ในขณะเดียวกัน สายตาเกลียดชังหลายคู่ก็พุ่งตรงมาที่อรวรรณ บางคนถ่มน้ำลายใส่ บางคนปาเศษอาหารใส่ โดยที่ผู้คุมทำเป็นมองไม่เห็น
อรวรรณนั่งตัวชาดิก เธอได้แต่ก้มหน้า ยัดข้าวเย็นชืดเข้าปากอย่างเอาเป็นเอาตาย น้ำตาไหลอาบแก้มโดยไม่คิดจะเช็ดมันออก
สุดท้าย... เธอก็เป็นตัวซวยที่ทำให้ครอบครัวพังพินาศ
สามปีมานี้ ไม่มีวันไหนที่เธอไม่เป็นห่วงคนทางบ้าน แต่หลังจากวันนั้น เธอก็ไม่ได้รับรู้ข่าวสารใดๆ อีกเลย เธอเคยปลอบใจตัวเองว่าคงเป็นเพราะในคุกข่าวสารเข้าถึงยาก ออกไปแล้วคงจะได้รู้ความจริง
แต่ใครจะคิดว่า... แม้แต่ตอนที่มายืนอยู่หน้าบ้านตัวเองในวันนี้ เธอก็ยังไม่รู้อะไรเลย
สามปีเปลี่ยนผันไปมากมาย สถานที่เดียวที่เธอหวังว่าจะได้เจอครอบครัว บัดนี้กลายเป็นบ้านของคนอื่นไปเสียแล้ว
เมื่อนึกย้อนไปถึงเรื่องราวต่างๆ แววตาของอรวรรณก็เริ่มฉายแววมุ่งมั่นขึ้นมา
ตระกูลศิริบูรณ์ต้องล่มสลายเพราะเธอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เธอจะยอมแพ้ไม่ได้
สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือหาที่พักและหาเงินประทังชีวิต แล้วค่อยๆ สืบหาข่าวคราวของพ่อแม่
เธอแตกแบงก์พันเป็นเงินย่อย แล้วนั่งรถเมล์มุ่งหน้าสู่ใจกลางเมือง
เป็นไปตามคาด... ด้วยประวัติอาชญากรรมที่ติดตัว แทบไม่มีที่ไหนกล้ารับเธอเข้าทำงาน
สถานที่เดียวที่ยอมอ้าแขนรับคือเลานจ์หรูแห่งหนึ่ง ในตำแหน่งพนักงานเชียร์เบียร์ ซึ่งในความเป็นจริงก็คือเด็กนั่งดริ๊งก์ที่ต้องคอยเอาใจแขก
อรวรรณไม่มีทางเลือก คืนนั้นเธอต้องเปลี่ยนมาใส่ชุดเมดสาวสุดเซ็กซี่ ยืนเข้าแถวปะปนกับสาวสวยหุ่นสะบึมคนอื่นๆ เพื่อรอให้ลูกค้าเลือก
ภายในห้องวีไอพี แสงไฟสลัวเคล้าเสียงเพลงและกลิ่นอายของเงินตรา
กลุ่มลูกท่านหลานเธอกวาดสายตาประเมินสินค้าอย่างจาบจ้วง
"รอบนี้เกรดดีใช้ได้ แต่นิ่งไปหน่อยมั้ง จะทำหน้าบึ้งไปทำไม? คุณธงชัยมองอยู่นะ ยิ้มเข้าสิพวกหล่อน!"
"คุณธงชัยชอบคนไหนครับ? เลือกก่อนได้เลย"
ท่ามกลางกลุ่มคน 'ธงชัย' นั่งเอนหลังอย่างเกียจคร้าน เขาปลดกระดุมคอเสื้อออกอย่างหลวมๆ สายตาเจ้าชู้โลมเลียกวาดมองหญิงสาวตรงหน้า
"ไหนลองเรียก 'พี่ธงชัย' ให้ชื่นใจหน่อยซิ"
สิ้นเสียงคำสั่ง สาวๆ ที่เขาจ้องมองต่างพากันดัดเสียงออดอ้อน เรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อย
จนกระทั่งถึงคิวของอรวรรณที่ยืนอยู่ริมสุด
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอต้องมาทำอะไรแบบนี้ แม้จะพยายามเลียนแบบคนก่อนหน้า แต่เมื่อต้องเปล่งเสียงออกมา มันกลับฟังดูขัดเขินและแข็งกระด้าง
"พี่ธงชัย..."
คำว่า 'พี่ธงชัย' ที่หลุดออกมานั้น เต็มไปด้วยความฝืนใจและแฝงไว้ด้วยความถือตัวที่ยังหลงเหลืออยู่
ทันใดนั้น หนึ่งในกลุ่มเพื่อนของธงชัยก็แสดงท่าทีไม่พอใจ
"พูดจาไม่เข้าหู ออกไปซะ! ไปบอกมาม่าซังเปลี่ยนคนใหม่มา!"
หัวใจของอรวรรณหล่นวูบ นี่เป็นงานเดียวที่เธอหาได้ ถ้าโดนไล่ออกอีก เธอคงไม่รู้จะซุกหัวนอนที่ไหน
ในขณะที่เธอกำลังจะเอ่ยปากขอโทษ เสียงกลั้วหัวเราะอย่างนึกสนุกของธงชัยก็ดังขึ้น
"ฉันชอบสไตล์นี้... เอาคนนี้แหละ มานี่สิ"
สายตาของเขาจ้องมองเธออย่างมีความหมาย
อรวรรณยืนนิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนจะจำใจเดินเข้าไปหา
"เป็นบุญของเธอแล้วที่เข้าตาคุณธงชัย ดูแลคุณธงชัยให้ดีๆ ล่ะ ทิปหนักแน่นอน"
ใครบางคนผลักหลังเธออย่างแรง
อรวรรณร้องอุทานด้วยความตกใจ ร่างบางเสียหลักถลาไปข้างหน้า
วินาทีถัดมา เอวบางก็ถูกรวบด้วยท่อนแขนแข็งแรง ดึงเธอเข้าไปปะทะกับอกแกร่ง
เสียงกระซิบเย้ยหยันของธงชัยดังขึ้นที่ข้างหู
"อ่อยเก่งนี่นา... แล้วเมื่อกี้จะแกล้งทำเป็นใสซื่อไปทำไม?"
